เมืองนิทาน
posted on 25 Apr 2009 20:04 by awakendiva
"อดีตกาลนานมาแล้ว มีผืนแผ่นดินราบลุ่มกว้างใหญ่ที่อาณาเขตครอบคลุมจนแต่ละขอบแต่ละด้านของดินแดนนั้นห่างกันไกลชีแสนไกลเกินกว่าเด็กน้อยๆคนใดจะคะเนถึง ภูมิประเทศเปรียบได้ดังเรือนกายของมนุษย์ เส้นเลือดหลักเลี้ยงสรรพชีวิตคือมหานทีที่เย็นเยียบและหลากแรงในบางฤดู ปอดอันแข็งแกร่งคือเหล่าไม้ยืนต้นสูงใหญ่จนยอดใบระยับล้อกับหมู่ดาวได้กระนั้นเหมือนห่างกันเพียงมือเอื้อม เบื้องล่างปูทาบด้วยผืนหญ้าใบเรียวไหวเป็นระลอกดังพรมทอด้วยไยไหมคุณภาพดี ยามฤดูฝนก็มีฝนปรายเป็นสายบางชโลมผืนดินและประพรมกลีบดอกไม้ที่ทั้งเอียงอายหุบกลีบซ่อนเกสรไปจนถึงดอกที่บานสะพรั่งให้ได้ฉ่ำชื้นอยู่ทุกเช้า...”
“เมืองนี้มีคนมั้ยครับ มีเด็กเยอะมั้ย ถ้ามีหมู่บ้านเล็กๆด้วยก็คงจะดี เรื่องที่แล้วที่แม่เล่าให้ฟังก็มีหมู่บ้านเล็กๆอยู่เหมือนกัน ตรงเชิงเขาไงครับ แม่เล่าว่ามีน้ำพุผุดขึ้นมาในสระสีเขียวมรกต เอ...มรกตนี่เป็นสีแบบไหนเหรอครับ แม่ครับ มรกตนี่เป็นสีเขียวแบบไหนกัน”
“อืม...สีเหมือนสร้อยของแม่มั้งจ๊ะ แล้วก็สีเดียวกับลูกแก้วของลูกด้วยยังไงล่ะ สวยดีใช่ไหม แม่ก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ตอนนี้ลูกนอนก่อนนะ แม่ค่อยเล่าให้ฟังต่อพรุ่งนี้เพราะมองดูลูกจะไม่ค่อยรอให้แม่เล่าจบสักครั้งเลยเชียว ชอบขัดเสียอยู่เรื่อย ถ้าอย่างนั้นวันต่อๆไปเรามาผลัดกันดีไหม แม่อยากฟังเรื่องของลูกบ้าง ไปคิดมาให้ดีแล้วก็เล่าให้สนุกๆล่ะ”
...................................................................................................................
นี่คือบทสนทนาของผมกับแม่ในคืนหนึ่งเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว ผมจำได้แม่นทีเดียว เราชอบคุยกันก่อนนอน แม่จะเล่านิทานให้ผมฟัง แต่บางครั้งมันก็ไม่เชิงหรอก มันเป็นเรื่องที่แม่คิดเอาเองเรื่อยเปื่อยเสียมากกว่า แต่ตอนนั้นผมก็เคลิบเคลิ้มกับมันไปโดยไม่รู้ตัว กว่าจะตั้งสติได้ ทั้งเวทย์มนตร์ ม้ามีเขา นางฟ้าติดปีก แม่น้ำสีอำพัน และท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยหมอกลอยต่ำเป็นประกายก็ฝังหัวและติดใจผมเสียแล้ว คืนนั้นที่แม่ท้าให้ผมเล่าเรื่องให้แม่ฟังบ้างจบลงด้วยคำกล่าวราตรีสวัสดิ์และการหอมแก้มกันเบาๆคนละครั้ง แล้วมือผอมบางก็ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวผมจนถึงต้นคอ แม่รูดม่านหน้าต่างปิด แต่ตอนนั้นเองที่จินตนาการของผมกลับเปิดขึ้น และขณะนั้นตามประสาเด็กผมก็คิดว่ามันช่างบรรเจิดเสียเหลือเกิน เพราะวันต่อไปผมจะมีภารกิจผจญภัยน่ะสิ
เช้าวันหยุดสุดสัปดาห์ ท้องฟ้ามีเมฆครึ้ม อากาศแบบนี้ ไม่ดีเท่าที่ควรแต่ผมก็ไม่คิดล้มเลิกความตั้งใจ ผมชวนเพื่อนไปผจญภัยกับภารกิจนี้ด้วยอีกสี่คน ทุกคนเป็นเพื่อนบ้านผมที่วัยไล่เลี่ยกันและยังเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนกับผมด้วย หลังพวกเราทั้งหมดกินอาหารเช้าเสร็จแล้วก็ได้เวลาออกเดินทาง อุปกรณ์ที่ผมพกไปด้วยในครั้งนี้ได้แก่ สมุดฉีกเหลือๆหนึ่งเล่ม ดินสอ ลูกหิน ดาบไม้ และอาหารมื้อกลางวัน จุดหมายของเราวันนี้ยังไม่แน่ชัดนักแต่ผมกลับตื่นเต้นมากเพราะตัวผมได้รับบทเป็นผู้บังคับบัญชาของกลุ่มนักสำรวจและมีเพื่อนๆเป็นลิ่วล้อ เราออกจากบ้านตอนสาย ทุกคนมีข้าวของและเสบียงเตรียมพร้อม เราลงความเห็นกันว่าป่าละเมาะท้ายหมู่บ้านน่าจะเป็นที่ที่เหมาะสมที่สุดเพราะมีหลายส่วนที่เรายังไม่เคยได้เข้าไปสำรวจและพอพ้นช่วงป่าไปก็จะเจอกับทุ่งโล่งที่มองเห็นภูเขาสูงและทิวสนอยู่ลิบๆ เมื่อไปถึงป่า ผมเล่าจุดประสงค์ในการสำรวจครั้งนี้ให้เหล่าลิ่วล้อทั้งหลายฟัง เล่าถึงอาณาจักรและดินแดนลึกลับทั้งหลายทั้งปวงที่ผ่านเข้ามาในโสตประสาทของผมทุกคืน ความรุ่งเรืองเฟื่องฟู สมบัติล้ำค่า เทพธิดาผู้ประทานพร และถ้าโชคดีก็จะเจอเพื่อนเล่นสนุกหน้าใหม่ๆวัยเดียวกันอีกมากมาย
“ถ้าเราหาค้นพบ เราจะยิ่งใหญ่” ผมบอกพวกเขา
“เราจะเล่นสนุกได้ทั้งวัน ทุกที่จะมีบ่อน้ำพุมรกตให้เราลงว่ายเมื่อไหร่ก็ได้ตามที่ใจเราต้องการ”
ลิ่วล้อของผมมองหน้ากัน พฤติกรรมนี้ทำให้ผมเสียความมั่นใจอยู่ไม่น้อย แต่ถึงอย่างไรเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้วผมถอยไม่ได้หรอก แต่ลิ่วล้อของผมนี่สิที่เริ่มพากันกลับบ้านไปทีละคนๆ แล้วในที่สุดก็เหลือผมเพียงแค่คนเดียว ตอนนี้เองที่ผมเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่าผมมาอยู่ที่นี่ทำไม และจะเป็นไปได้อย่างไรที่เรื่องเล่าของแม่ทั้งหมดไม่อาจจะเกิดขึ้นได้จริงๆเลย แม่ไม่มีทางจะขายฝันผมหรอก ผมควงดาบวิ่งวุ่นไปเรื่อย มุดดูตามพุ่มไม้ โพรงใต้ดิน จนในที่สุดก็พ้นแนวป่าละเมาะปีนขึ้นสู่เนินเขาสูง เนินเขาที่ผมไม่เคยเจอมาก่อนเลย ผมค่อยๆหมอบลงแล้วทอดสายตาดูพื้นเบื้องล่าง ผมเห็นพื้นที่กว้างเหลือเกิน เกินกว่าที่เด็กคนใดจะคะเนถึง เห็นใบหญ้าเรียวระยับเหมือนพรม เห็นดอกไม้ชุ่มน้ำค้าง และที่สำคัญคือผมเห็นเมือง เมืองที่ทำให้ผมลืมหายใจ ผู้คนเดินขวักไขว่ไปมา หลายคนเก็บตัวเงียบอยู่ในบ้าน คนจำนวนไม่ถึงร้อยแต่กลับดูยุ่งเหยิงวุ่นวาย และในที่สุดผมก็ได้ทำในสิ่งที่ผมไม่คาดคิดคือ ผมเดินกลับบ้าน
ก่อนนอนคืนนั้นแม่เดินเข้ามาในห้อง ลูบแก้มผมเบาๆแล้วก็เริ่มเล่าเรื่อง
“ที่ราบอันกว้างใหญ่มีเมืองเมืองหนึ่งเป็นอาณาจักรเก่าแก่นานนับพันปี ศิลปะวิทยาการเจริญรุ่งเรืองจนเมืองใดมิอาจทัดเทียม เมืองนี้ไม่มีกษัตริย์ปกครองแต่ชาวเมืองก็มีกฎหมายดูแลกันเอง ไม่มีระบบศักดินา เพราะทุกคนต่างเท่าเทียม...”
“มันไม่ใช่นะแม่ จริงๆแล้วเมืองนั้นถูกครอบคลุมไปด้วยบรรยากาศที่แม่ชอบเรียกว่ามัวซัวเสียเหลือเกิน ไม่มีสิ่งก่อสร้างไหนที่ใช้การได้นอกจากบ้านหลังเล็กๆเก่าๆ ผู้คนใช้ชีวิตเหมือนไม่รู้จักกัน มันต้องเป็นแบบนี้ไม่ใช่หรือครับ”
“เอ...ทำไมล่ะ ต้องเป็นอย่างนั้นหรอกหรือ แม่ไม่เห็นรู้มาก่อนเลย แม่ต้องพลาดอะไรสำคัญๆไปแล้วแน่ๆ ไหนลองเล่าให้แม่ฟังสิ เล่าเรื่องที่ลูกบอกว่ามันต้องเป็นแบบนี้ให้แม่ฟัง”
เช้าวันรุ่งขึ้นผมรีบออกจากบ้านแล้ววิ่งผ่านสวน ผ่านบ้านเพื่อนที่เมื่อวานเคยเป็นลิ่วล้อของผม ผ่านร่องน้ำ ผ่านโรงนา ผ่านป่าละเมาะแล้วในที่สุดผมก็มาถึงเนินเขาที่เบื้องล่างเห็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ และที่สำคัญคือเห็นเมือง ครั้งนี้ผมเอาสมุดบันทึกอย่างดีมาด้วยและไม่ลืมที่จะพกกล้องส่องทางไกล ผมหยิบกล้องขึ้นมาและใช้มันทันที ภาพที่ผ่านเลนส์มาถึงตาของผมเหมือนกับเมื่อวานไม่ผิดเพี้ยน ความยุ่งเหยิง สับสน ไม่รู้เหนือรู้ใต้ สิ่งก่อสร้างผิดประหลาด และเท่าที่ผมเห็น คือเมืองทั้งเมืองแทบจะไม่มีเด็กๆเลย ผมค่อยๆไต่ลงเนินอีกด้านที่เป็นทางลาดไปสู่เมืองนั้น และโดยไม่ทันรู้ตัวผมก็เข้ามาในเขตเมืองนั้นเสียแล้ว
เวลาขณะนั้นเป็นช่วงสายๆ เมืองทั้งเมืองตกอยู่ในหมอกหนา แม้ทางกายภาพผมจะไม่ดูแปลกแยกจากผู้คนที่นี่สักเท่าไหร่แต่ความรู้สึกของผมตอนนั้นกลับแตกต่างจากสภาพภายนอกโดยสิ้นเชิง ผมค่อยๆเดินมาหลบนั่งอยู่ข้างๆบ้านหลังหนึ่งที่มีหลังคาคลุมลงมาเรี่ยพื้นแล้วหยิบสมุดบันทึกออกมาจากนั้นจึงสังเกตผู้คนที่ทั้งเดินอยู่ข้างนอกและเก็บตัวอยู่ในบ้าน สิ่งที่เห็นได้เด่นชัดคือทุกคนที่นี่เหมือนอยู่กับตัวเอง ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นเลย ผมแทบไม่เห็นใครพูดจากับใครเลยสักครั้ง ผมเฝ้าดูเงียบๆอยู่นานมาก จนในที่สุดผมก็ได้รู้ รู้ถึงคำตอบที่ผมสงสัยอยู่นาน คำตอบนั้นก็คือ ผู้คนในเมืองนั้นพูดกันคนละภาษา แต่ละคนเข้าใจความหมายของสิ่งแต่ละอย่างต่างกัน ผมเห็นชายคนหนึ่งพูดกับหญิงคนหนึ่งว่าเขาต้องการเนย แต่หญิงคนนั้นกลับวิ่งไปหยิบเก้าอี้มาให้แทน ชายคนนั้นไม่พอใจมากแต่ฝ่ายหญิงกลับไม่เข้าใจและตีโพยตีพายไปคนละเรื่อง ทั้งหมดนี้เองทำให้ผมตกตะลึงและสงสัยว่าพวกเขาอยู่รวมกันได้อย่างไร ผมไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเป็นอย่างนี้ มีเมืองแบบนี้อยู่ได้อย่างไรกัน
คืนนั้นก่อนนอนแม่เข้ามาในห้องของผม แม่ไม่เล่าเรื่องของแม่เหมือนที่เคยทำ แต่กลับทวงถามเรื่องเล่าจากตัวผมเอง และคืนนั้นก็เป็นคืนที่ผมเล่าถึงเมืองประหลาดให้แม่ได้ฟังเป็นครั้งแรก
“ลูกออกมาจากที่นั่นได้ยังไงกัน”
“ผมหลบออกมาครับ ไม่มีใครสนใจใครเลย ไม่มีใครสนใจใครแม้กระทั่งคนในเมืองด้วยกันเอง”
“ถ้าอย่างนั้นเมืองนี้ก็ไม่มียูนิคอร์นน่ะสิ แม่ว่าคงไม่มีพรวิเศษสามประการด้วยสินะ แล้วทำไมลูกถึงคิดเรื่องเมืองพิลึกลั่นนี้ขึ้นมาได้ล่ะจ๊ะ”
“ผมเห็นมันครับ แล้วผมก็บันทึกมันเอาไว้ในสมุดด้วย”
“ดีจ้ะที่ลูกเห็น น้อยคนนะที่จะเห็นอะไรได้เหมือนลูก แต่คืนนี้ดึกแล้ว นอนได้แล้วนะคนดี แล้วถ้าไปเมืองนั้นอีกก็ระวังพวกแม่มดไว้ให้ดีล่ะ พวกหล่อนชอบจับเด็กตัวเท่าๆกับลูกมาแทะกระดูกเล่นนักเชียว”
แม่ห่มผ้าให้ผมแล้วก็ปิดไฟ แต่นานเหลือเกินในความรู้สึกกว่าแม่จะออกไปจากห้อง ผมมองตามหลังแม่ มองแม่ปิดประตู ฟังเสียงฝีเท้าแม่เดินบนไม้กระดานลั่นออดแอด มือสัมผัสผ้าห่มนุ่มและสูดกลิ่นดอกไม้ป่า ตาจับจ้องเพดาน คืนนั้นทั้งคืนผมนอนไม่หลับเลย
เป็นเวลานับสัปดาห์ที่ผมออกจากบ้านแต่เช้าทุกวันเพื่อไปที่เนินเขาลูกนั้น ทุกครั้งผมจะได้รู้อะไรใหม่ๆจากการเชื่อมโยงภาพแต่ละภาพผ่านสายตาของผมเอง มีครั้งหนึ่งที่ผมได้รู้ว่าทำไมเมืองนี้ถึงแทบไม่มีเด็กเลย นั่นก็เพราะว่าเมื่อเด็กโตขึ้นพอที่จะพูดได้ เด็กก็จะสื่อสารกับพ่อและแม่ไม่รู้เรื่อง ซึ่งพ่อและแม่ของเด็กเองก็คุยกันคนละภาษาเช่นเดียวกัน เมื่อเป็นอย่างนี้โอกาสรอดของเด็กเล็กๆจึงมีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย เมื่อโตขึ้นก็ต้องแยกไปอยู่เพียงคนเดียว และที่สิ่งก่อสร้างทั้งหลายในเมืองไม่มีนั้นก็เพราะว่าไม่สามารถสร้างสิ่งใดๆขึ้นมาได้ถ้าต้องอาศัยความร่วมมือจากคนตั้งแต่สองคนขึ้นไป และอีกเช่นกันที่ทุกคืนผมจะเป็นคนเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้แม่ฟังโดยแม่จะเป็นคนซักถามเรื่องราวต่างๆที่ทั้งจริงจังและกระเซ้าเย้าแหย่ ผมไม่รู้ว่าแม่เชื่อผมหรือไม่ แต่ผมว่าแม่ต้องเข้าใจเรื่องแบบนี้ดีแน่เพราะอย่างน้อยเรื่องที่แม่เล่าให้ผมฟังบางส่วนก็ได้เกิดขึ้นจริงๆ นั่นคืออย่างน้อยแม่ก็ไม่โกหกผม จึงไม่มีเหตุอะไรที่แม่จะคิดว่าผมโกหกแม่ แต่พักหลังมานี้แม่มักจะถามน้อยลง สนใจเรื่องของผมน้อยลงเรื่อยๆ แววตาแม่ไม่เป็นประกายเหมือนเก่าแต่กลับมองอย่างจับผิด ผมคิดว่าแม่อาจไม่พอใจที่ผมไปยุ่งกับเมืองแห่งนั้น หรือไม่แม่ก็อาจสงสารคนพวกนั้นจนรู้สึกไม่ดีที่ผมไปยุ่มย่ามกับพวกเขาบ่อยๆ แต่ถึงอย่างไรตอนนี้สมุดบันทึกของผมก็เต็มไปด้วยเรื่องราวของเมืองลึกลับนี้ที่ผมพกติดตัวไปด้วยทุกวัน
แต่แล้วในที่สุดเรื่องทั้งหมดก็ต้องหยุดชะงัก ผมไม่คิดมาก่อนว่ามีเหตุจำเป็นอะไรที่ผมกับแม่จะต้องย้ายบ้าน แต่แม่บอกกับผมอย่างนี้ในเย็นวันศุกร์หลังจากที่ผมกลับมาจากเนินเขา ขณะจัดกระเป๋าเก็บของผมเล่าให้แม่ฟังว่าหญิงคนหนึ่งที่มีบ้านอยู่ไกลที่สุดจากเนินเขาคลอดลูกเป็นผู้ชายเมื่อเย็นวันก่อนนี้เอง แม่มองหน้าผมอยู่นานแต่แล้วก็ไม่พูดอะไรนอกจากเร่งให้ผมไปอาบน้ำ ผมทำตามโดยดีแต่สายตาผมก็เหลือบไปเห็นอดีตลิ่วล้อชั่วคราวของผมโบกมือให้ คงรู้แล้วว่าผมจะย้ายบ้าน พวกเขามองผมอยู่นาน แต่ตอนนั้นถ้าเขามองดีๆสักหน่อยก็คงจะเห็นแม่ของผมสอดมือไปหยิบสมุดปกหนังเล่มเล็กเล่มหนึ่งออกมาจากกระเป๋าของผมด้วยเป็นแน่
ผมจำไม่ได้แล้วถึงความรู้สึกตอนรู้ว่าลืมสมุดเล่มนั้นไว้ที่บ้านเก่าทั้งๆที่จำได้ว่าเก็บใส่กระเป๋าเรียบร้อยแล้วเป็นอย่างไร แต่ที่รู้คือหลังจากนั้นอีกหลายสิบปีผมก็ได้เจอกับมันอีกครั้ง เมื่อผมมีครอบครัวเป็นของตัวเอง ในคืนหนึ่งหลังจากที่ผมฟังภรรยาเล่านิทานให้ลูกฟังก่อนนอน เธอถามถึงบ้านที่ผมอาศัยอยู่ตอนเป็นเด็กว่าอยากไปเยี่ยมสักครั้งหนึ่งแม้มันจะร้างไปแล้วก็ตาม ผมตอบตกลงทันทีหลังจากที่ไม่เคยได้กลับไปเลยขณะที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ บ่ายวันต่อมาเราออกเดินทางไปกันสามคน ถึงบ้านเก่าผมช่วงเย็น แม้เป็นฤดูร้อนแต่ระหว่างทางแดดกลับไม่แรงอย่างที่คิด ผมผลักประตูเข้าไปฝ่าใยแมงมุมและพื้นที่มีฝุ่นจับตัวหนา ตอนนั้นเองที่ผมได้เจอมัน สมุดบันทึกปกหนังเล่มเล็กที่อยู่ในมือของลูกของผม ตอนนั้นเองที่ผมเกิดความคิดขึ้นมาได้ได้ ผมจูงมือภรรยาและลูกเดินผ่านสวน ผ่านบ้านเก่าๆ ผ่านร่องน้ำ ผ่านโรงนา ผ่านป่าละเมาะ และในที่สุดก็มาถึงเนินเขา“พ่อจะพามาดูภาพประกอบของนิทานในบันทึกเล่มนี้ อยากเห็นไหมล่ะ” ผมบอกลูก รู้สึกตื่นเต้นที่สุดที่จะได้เจออีกครั้ง และเป็นกังวลเหลือเกินว่าทุกอย่างจะเป็นอย่างไรนะ จะเปลี่ยนแปลงไปไหมนะ ผมพาทั้งสองเดินข้ามเนินเขาสู่อีกด้านหนึ่ง ดวงอาทิตย์ลอยอยู่เหนือยอดไม้เตี้ยๆ ลมพัดเย็นปะทะใบหน้าพากลิ่นดอกไม้ป่าโชยมาต้องจมูกเป็นกลิ่นหอมลึกล้ำ ภาพที่อยู่เบื้องล่างเป็นทุ่งกว้างอาณาเขตไกลแสนไกลเกินกว่าเด็กเล็กๆคนใดจะคะเนถึง ยอดหญ้าสะบัดใบล้อลมและแมลงปอที่บินฉวัดเฉวียนก็ขยับปีกไหวร่อนเริงร่า ดอกไม้บานสะพรั่งชูช่อระริกไปมารับแสงแดดยามอัสดง ไม้ใหญ่ยืนต้นสูงเทียมเมฆ นานๆสักครั้งจะมีฝูงนกแตกฮือออกมาจากพุ่มใบแต่แล้วก็วกกลับเข้าไปใหม่พลางส่งเสียงร้องระงม ธารน้ำใสไหลเอื่อยๆอยู่เบื้องล่างเหมือนแพรผ้าเป็นสายสีเงินลากยาวจรดเส้นขอบฟ้า ที่เห็นอยู่ไกลลิบๆเป็นแนวเขาและทิวสนที่โอบล้อมทุกสิ่งทุกอย่างนี้ไว้“สวยจัง” ทุกคนอุทานเบาๆออกมาพร้อมกัน แต่คิดว่ามีแต่ผมคนเดียวเท่านั้นที่คิดต่อในใจให้ว่า สวย เหมือนอย่างที่คิดไว้ เลยจริงๆ
-เรื่องนี้แต่งขึ้นเป็นงานชิ้นสุดท้ายของวิชาการเขียนวรรณกรรมสำหรับเด็ก ในปีที่1ของสาขาวรรณกรรมสำหรับเด็ก มศว
แนวคิดของเรื่องนี้ในความต้องการของจขบ.(ผู้แต่ง)ขณะนั้น มีแนวคิดว่าสังคมจะอยู่ไม่ได้แน่นอนถ้าทุกคนในสังคมที่เปรียบเหมือนฟันเฟืองนั้นไม่มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน เช่นในตอนจบของเรื่องนี้ ซึ่ง"ผม"ได้ตระหนักและคาดการณ์ไว้ได้ว่า เมืองที่เขาเคยเห็นตอนยังเด็กคงเจริญได้ยากและมีทางน้อยเหลือเกินที่จะอยู่รอดมาได้แม้เพียงหนึ่งชั่วอายุคน
ป.ล. เกรดวิชานี้ของจขบ.คือ B+ โว้ววว....เย (นานๆจะได้เกิน B สักทีเนาะ)
^_________^
edit @ 25 Apr 2009 21:16:55 by +*-Na-nG-*+